ทุเรียน ราชาผลไม้ ที่อันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน

เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็มีแต่ ทุเรียน ที่เขาว่ากันว่าเป็น “King of fruits”หรือ“ราชาแห่งผลไม้”วางขายเรียงรายเต็มไปหมด สำหรับคนที่โปรดปรานรสชาติและกลิ่นของทุเรียนคงจะรู้สึกฟินและมีความสุขมาก แต่หารู้ไม่ว่า หากคุณผู้บริโภคทั้งหลายรับประทานทุเรียนมากเกินไป อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตและถ้ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน, ความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นได้ วันนี้ทีมงานจึงอยากนำความรู้ดีๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานทุเรียนเป็นชีวิตจิตใจมาแบ่งปันให้ได้อ่านกันค่ะ

ทุเรียน.. ราชาผลไม้

ทุเรียน (Durio zibethinus Murray) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า durian เป็นพืชในวงศ์ BOMBACACEAE เป็นไม้พื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตทุเรียนมากที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

เนื้อและเมล็ดของทุเรียนมีคุณค่าทางอาหารสูง และให้พลังงานสูงประมาณ 124 กิโลแคลอรี/100 ก. เพราะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม นอกจากนี้ในเนื้อของทุเรียนยังมีสารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่รุนแรง และสารสำคัญที่พบในทุเรียนคือสารในกลุ่ม คาโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล

ทางกรมอนามัยได้ออกมาเตือนว่า ถ้าใครเผลอรับประทานประมาณครั้งละ 2-3 พู หรือประมาณ 4-6 เม็ด ก็เท่ากับว่าร่างกายจะรับพลังงานถึง 400 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบแล้วพอๆ กับการกินข้าว 5 ทัพพี หรือเทียบเป็นน้ำอัดลม 2 กระป๋อง

มาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานกันก่อนดีกว่า

โรคเบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

และนอกจากการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติแล้ว ก็ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีก อาทิ เช่น กรรมพันธุ์ ความอ้วน ความผิดปกติของตับอ่อน การออกกำลังกายน้อย เป็นต้น

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน

  • ชอบกินอาหารรสจัด การที่กินอาหารรสจัด ไม่ว่าจะหวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด ต่างก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ชอบกินหวานจัด หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างแป้งและน้ำตาลอาจทำให้เกิดการสะสมปริมาณสารอาหารที่ไม่จำเป็นไว้ จนกลายเป็นการสะสมของระดับน้ำตาลในเลือดตามมาได้
  • อ้วน น้ำหนักเกิน ไขมันสูง คนที่ชอบกินของทอด ของมัน ครีม เนย ชีส หรือของที่มีรสหวาน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานทั้งนั้น เพราะเมื่อน้ำหนักตัวมากขึ้น มีไขมันสะสมเยอะ ก็จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก และยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้น และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
  • ความเครียด เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงของหลากหลายโรค และหนึ่งในนั้นก็คือเบาหวาน เพราะเวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา และฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาลได้
  • ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่จัด พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ (แอลกอฮอล์ 48 กรัม) ในคนที่น้ำหนักตัวประมาณ 70 กก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เพราะตับที่เป็นอวัยวะหลักในการทำลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด จะต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงในการทำลายแอลกอฮอล์ 1 ดริ๊ง ซึ่งแปลว่า ถ้ากินเกิน 2 ดริ๊งค์ ตับจะเริ่มทำงานหนักเกินกำลัง จนเกิดการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ และกลายเป็นภาวะไขมันเกาะตับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และการสูบบุหรี่ก็จะยิ่งทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นนั่นเอง
  • ไม่ชอบออกกำลังกาย เพราะโรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองกับอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินปกติได้ดีขึ้น

ทุเรียนอันตรายอย่างไร ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

หากอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเข้าใจกันบ้างแล้วว่า ทำไมทุเรียนถึงอาจก่อให้เกิดอันตรายในผู้ป่วยเบาหวาน ก็เพราะทุเรียนเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีรสหวานจัดและไขมันสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นตามมาได้ ดังนั้น จึงควรเลือกรับประทานทุเรียนอย่างเหมาะสมเช่น ไม่ควรรับประทานเกิน 2 เม็ดกลาง หรือ 100 ก. ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ 124 กิโลแคลอรี หรือเทียบง่ายๆคือ 1 เม็ด เท่ากับข้าว 1 ทัพพี และควรเลือกผลที่ห่ามไม่สุกจนเกินไป เพราะน้ำตาลน้อยกว่า และควรลดแป้งหรือน้ำตาลในวันที่รับประทานทุเรียน และที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียนในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะดีกว่าค่ะ

การรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์

การรับประทานของทั้งสองอย่างพร้อมกัน จะมีผลทำให้เอนไซม์ aldehyde dehydrogenaseลดลง ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีหน้าที่เปลี่ยนสาร aldehyde ให้กลายเป็นสารอื่นแล้วถูกกำจัดออกจากร่างกายต่อไป (aldehyde เป็นสารพิษที่ได้จากกระบวนการเผาผลาญแอลกอฮอล์เป็นพลังงาน) ส่งผลให้สาร aldehyde เกิดการสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียน และอาเจียนได้

และจากที่กล่าวมาข้างต้นว่าทุเรียนมีสารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ซึ่งสารนี้ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ จึงทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดน้ำได้อีกด้วยค่ะ

ดังนั้น อากาศร้อนๆแบบนี้ อย่าเผลอดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม ร่วมกับทุเรียนกันนะคะ เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลย ยิ่งผู้ป่วยเบาหวานแล้ว ยิ่งต้องระวังและหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียนจะดีที่สุด

แหล่งที่มา:

LiveWithDrug. (2561). ทุเรียน ราชาผลไม้(King of fruits)ที่อันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน. เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561

ถามหมอ. (2561). เกี่ยวกับ “ถามหมอ”. เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561


บทความนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก เภสัชกรหญิง บุณฑริกา บุญไชยแสน ให้นำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ “ถามหมอ” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครือเดียวกันกับ บริษัท ไลฟ์ มีเดีย แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด

ประวัติผู้เขียน

เภสัชกรหญิง บุณฑริกา บุญไชยแสน
ภญ. บุณฑริกา บุญไชยแสน

จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาบริบาลเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จบวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านบริบาลผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ปัจจุบันเป็นเภสัชกรและบรรณาธิการเว็บไซต์ “อยู่กับยา” (Live with Drug)

วณิชชา สุมานัส

บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ "เช็คสุขภาพ" และ "ถามหมอ" ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเวียดนาม ภาษาเขมร ภาษาอาหรับ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *