ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARF) และเรื้อรัง (CRF)

เวลาที่เราหายใจเข้าออก ปอดของเราทำหน้าที่สองอย่างได้อย่างดีมาก คือเม็ดเลือดไปฟอกที่ปอดเพื่อให้ได้ออกซิเจนเต็มปอด และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาก การหายใจล้มเหลว หรือ ภาวะการหายใจล้มเหลวเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นมันผิดเพี้ยนไป

ดังนั้น ปอดของคุณจะมีออกซิเจนต่ำ และคาร์บอนไดออกไซด์สูง หรือเกิดขึ้นได้ทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์ก็ต้องแนะแนวทางในการรักษา

และเมื่ออาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แปลว่า มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และเกิดขึ้นแบบฉุกเฉินจริง ๆ และหากเกิดขึ้นเรื้อรัง ก็แปลว่า อาการดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน และจำเป็นต้องดูแลกันเป็นประจำและระยะยาว

สาเหตุของ การหายใจล้มเหลว

หายใจเข้าออกเฉย ๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เวลาหายใจเข้าหรือออก ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะขยับไปด้วย อะไรที่ตามที่เชื่อมโยงกับอวัยวะที่ใช้หายใจก็จะมีปัญหาเรื่องไปด้วย ดังนี้ :

  • การบาดเจ็บที่หน้าอกหรือซี่โครง
  • การใช้ยาหรือดื่มแอลกอฮอล์มาเกินไป ทั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อสมองและการหายใจ
  • ปอดถูกทำลายจากการหายใจเอาควันบุหรี่หรือควันเข้าไป
  • โรคปอด เช่น มีลิ่มเลือดในปอด โรคหลอดลมอุดกลั้นเรื้อรัง (COPD) โรคซิสติกไฟโบรซิส และนิวโมเนีย
  • ประสาทและกล้ามเนื้อถูกทำลาย จากสภาวะ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (ALS)         กระดูกไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ และโรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคกระดูกสันหลังคด หรือปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ที่ส่งผลต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ ที่เกี่ยวกับการหายใจ

ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลันพบได้บ่อย พร้อมกับอาการอื่น ๆ เช่น สมอง หน้าอกและปอดบาดเจ็บ ดังนั้น อาการใดก็ตาม เช่น สำลัก การจมน้ำ และทรวงอกทะลุก็จะทำเกิดโรคนี้ตามมาด้วย อาการป่วยที่เกิดขึ้นหนักและเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ที่ส่งผลต่อการหายใจ เช่น กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) จะให้โรคนี้แย่ลงเช่นกัน

ภาวะการหายใจล้มเหลวเรื้อรัง (CRF) มักมาพร้อมกับปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบกับปอดและการหายใจ เช่น โรคหลอดลมอุดกลั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคหอบหืดร้ายแรง

อาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และผู้ป่วยได้รับออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์สูง หรือเพราะสาเหตุทั้งสองอย่างหรือไม่ ทั้งนี้ อาจสังเกตุได้จากอาการเหล่านี้คือ:

  • สีผิว ริมฝีปากและนิ้วมือมีสีช้ำอมเขียว
  • รู้สึกว่า หายใจเอาลมเข้าปอดไม่พอ
  • รู้สึกวิงเวียนศีรษะ
  • จังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติ
  • หายใจเร็ว หรือหายใจช้าผิดปกติ
  • แน่นหน้าอก
  • รู้สึกเหนื่อยล้า และจะเป็นลม

แพทย์จะต้องตรวจหาอะไรบ้าง

แพทย์จะเริ่มด้วยการตรวจร่างกายผู้ป่วย และซักถามคนไข้เกี่ยวกับประวัติสุขภาพ เพื่อหาต้นตอของสาเหตุ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้:

  • วัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร แพทย์จะเอาอุปกรณ์เล็ก ๆ มาหนีบที่นิ้ว และหูเพื่อวัดระดับออกซิเจน
  • การตรวจวิเคราะห์ก๊าซในเลือด ซึ่งเป็นการตรวจเลือดเบื้องต้น เพื่อวัดระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

จากการทดสอบตรงนี้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยตรวจเพิ่ม เพื่อหาสาเหตุของโรค เช่น การเอ็กซเรย์ปอด หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

รักษาอย่างไร

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค และโรคดังกล่าวเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับ:

  • การบำบัดด้วยออกซิเจน ด้วยการใส่ท่อนำก๊าซออกซิเจนทางจมูก หรือหน้ากากออกซิเจน ผู้ป่วยสามารถใช้ถังออกซิเจนแบบเคลื่อนที่ ด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยสามารถที่จะเดินทางไปที่ไหนก็ได้  
  • เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือถังออกซิเจนเคลื่อนที่ หากผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หรือหายใจเองไม่ได้ เครื่องพวกนี้จะเป่าลมเข้าไปในปอดโดยไม่ต้องออกแรงมาก และเครื่องเหล่านี้ช่วยให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในปอดลดลง อุปกรณ์ออกซิเจนเหล่านี้จะมีอยู่ไม่กี่ประเภท หากเป็นเคสไม่ซีเรียสมาก ให้เลือกใช้หน้ากากออกซิเจนแทน ส่วนเครื่องที่มีอุปกรณ์มากขึ้นหรือใหญ่ขึ้นให้ใช้กับอาการที่ซีเรียสมากขึ้น เป็นต้น สำหรับอาการของโรคที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วนอาจต้องใช้ท่อช่วยหายใจ ซึ่งขนาดของท่อต้องยาวลงไปถึงลำคอ
  • ท่อหลอดลมคอ โดยท่อดังกล่าวต้องใช้กับวิธีการเจาะที่คอ และหลอดลมเพื่อใส่ท่อเล็ก ๆ ลงไป ท่อนี้เรียกอีกชื่อว่า ท่อหลอดลม และทำให้ผู้ป่วยหายใจง่ายขึ้น ผู้ป่วยอาจต้องใช้ท่อนี้หากยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานกว่าหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เครื่องช่วยหายใจนี้เชื่อต่อกับท่อหลอดลมโดยตรง

การรักษาจากต้นตอขอโรค ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาโรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของการหายใจเล้มเหลวไปด้วยกัน เช่น

  • ใช้ยาปฏิชีวินะเพื่อรักษาปอดบวม
  • ใช่ยาที่ช่วยสลายลิ่มเลือด
  • ยาพ่นเฉพาะพื้นที่เพื่อเคลียร์หลอดลม
  • ท่อต่อทรวงอกเพื่อระบายเลือด หรือลมที่เข้ามาในร่างกายกรณีเกิดการบาดเจ็บ

รักษาโรคแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรั้งเหมือนกันหรือไม่

การรักษาโรคที่เป็นแบบเฉียบพลันและเรื้อรังย่อมไม่เหมือนกัน แต่แนวทางในการรักษามักเหมือนกัน เช่น:

  • ชนิดเฉียบพลัน ผู้ป้วยต้องไปที่แผนกฉุกเฉิน (ER) แต่หากการรักษาไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลซักคืน และหากมีอาการหลาย ๆ เกิดขึ้นพร้อมกัน แพทย์อาจส่งผู้ป่วยเข้าห้อง ICU ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาแบบการบำบัดด้วยก๊าซออกซิเจน และอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จนกว่าจะหายใจเองได้ แพทย์อาจจ่ายยา และให้ของเหลวเพื่อบรรเทาอาการ และรักษาต้นตอของโรค
  • ชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่บ้าน ซึ่งรวมถึง ต้องกินยาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นยาพ่น หรือยาที่ใช้กิน และหากอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจต้องรักษาวิธีการบำบัดด้วยออกซิเจน

ภาวะหายใจล้มเหลวทำให้คุณนอนหลับยาก ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาทำให้นอนหลับ หรืออาจมีการเอาเครื่องช่วยหายใจ เช่น เครื่อง CPAP เข้ามาช่วยให้หอดของผู้ป้วยได้แอร์ หรือผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้เตียงพิเศษที่ช่วยพลิกผู้ป่วยไปมาเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น หากเป็นเคสที่หนักมาก เครื่องช่วยใจจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

แหล่งที่มา:

WebMD. (2018). What Are Acute and Chronic Respiratory Failure?. Accessed: 2 July 2018

ถามหมอ. (2561). โรค. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

วณิชชา สุมานัส

บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ "เช็คสุขภาพ" และ "ถามหมอ" ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเวียดนาม ภาษาเขมร ภาษาอาหรับ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *