โรคจิตเภท : สัญญาณไหนบอกว่า คุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็น

โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด โรคจิตเภท เป็นอาการป่วยทางจิตที่รุนแรง แต่หากได้รับการดูแลและบำบัดอย่างถูกวิธีก็สามารถหายได้ ผู้ที่เป็นโรคจิตเภทจะได้ยินเสียงต่าง ๆ ที่คนปกติไม่ได้ยิน เห็นภาพหลอน หรือเชื่อว่า จิตของตัวเองอยู่ภายใต้การควบคุมของอะไรบางอย่าง พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกกลัวได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มียากรักษาโรคโดยตรง การบำบัดที่ถูกวิธีก็ช่วยให้สามารถรับมือกับอาการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ หลายคนเข้าใจผิดว่า โรคจิตเภทคือโรคเดียวกันกับบุคคลหลายบุคลิกภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคจิตเภท และบุคคลที่มีหลายบุคลิกภาพเป็นคนละความผิดปกติกัน

อาการแบบไหน บอกว่าใครเป็นโรคจิตเภท

อาการเบื้องต้น เช่น

  • เห็นภาพหลอน
  • ได้ยินเสียงที่ไม่มีคนได้ยิน
  • เชื่ออะไรแปลก ๆ และเชื่อแบบจริงจัง
  • อยู่ในท่าหนึ่ง ๆ นานเกินที่คนปกติทำได้
  • ไม่ได้รู้สึกกับการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ออกห่างจากสังคม
  • อาจมีอาการของคนเป็นโรคซึมเศร้าร่วมด้วย

โรคจิตเภทมีผลต่อความคิดอย่างไร

คนที่เป็นโรคจิตเภทจะขาดความสามารถในการรวบรวมความคิด หรือสร้างความเชื่อมโยงของเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คนที่เป็นโรคจิตเภทจะมีความคิดที่กลับไปกลับมาและไม่ได้เกี่ยวกัน บางครั้งคนเหล่านี้จะอยู่ในสภาพไม่อยากคิดอะไรเลย ไม่มีอะไรอยู่ในหัว และสมองรู้สึกเว้งว้าง ในเวลาที่คนอื่นพูดขัดจังหวะ

โรคจิตเภทมีผลต่อพฤติกรรมอย่างไร

โรคจิตเภทมีผลต่อวิถีชีวิตของผู้ที่เป็นโรค คนที่เป็นโรคจิตเภทอาจพูดไม่รู้เรื่อง หรือพูดภาษาแปลก ๆ บางครั้ง ไม่มีอาการยินดียินร้าย ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส คนที่เป็นโรคจิตเภทบางคนไม่ยอมทำความสะอาดบ้าน ที่นอนของตัวเอง บางคนทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ ในบางกรณี คนที่เป็นโรคจิตเภทอาจก่อความรุนแรง ทำร้ายผู้อื่นได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ถึงขนาดนั้น

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคจิตเภท

ทุกคนมีสิทธิ์เป็นโรคจิตเภทได้ด้วยกันทุกคน ไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะชนกลุ่มหลักหรือกลุ่มน้อย ทุกคนมีสิทธิ์โรคจิตเภทได้กันทั้งนั้น อาการของคนที่เป็นโรคจิตเภทจะแสดงให้เห็นอยู่ระหว่าง 16 และ 30 อาการเบื้องต้นที่เห็นกันง่าย ๆ อาจเกิดขึ้นเป็นสัปดาห์ เดือน หรือแม้แต่เป็นปี ก่อนที่จะเข้าสู่อาการของโรคจิตเภทอย่างเต็มตัว อาการของคนที่เป็นโรคจิตเภทมักไม่แสดงออกตอนที่ยังเด็ก หรืออายุหลัง 45 ไปแล้ว คนที่มีประวัติของสมาชิกในครอบครัวที่เคยเป็นโรคจิตเภทมาก่อนมีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้อย่างมาก

เข้าใจสาเหตุของโรคจิตเภท

ปัจจุบัน ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันได้ชัดเจนว่าโรคจิตเภทเกิดจากสาเหตุใด ยีนส์ ประสบการณ์ที่เลวร้าย หรือสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้เกิดโรคจิตเภทนี้ได้ หลายทฤษฎีสามารถระบุได้ว่า เมื่อเกินโรคจิตเภท บริเวณใดของสมองได้รับผลกระทบบ้าง และสารเคมีใดมีส่วนทำให้เกิดโรคจิตเภทนี้ได้บ้าง เช่น โดพามีน และกลูตาเมท โครงสร้างในสมองอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคจิตเภทได้ เช่น เนื้อเซลล์บางส่วนของสมองถูกทำลาย ทำให้เกิดช่องว่าในสมอง

เข้าใจการวินิจฉัยโรค

ปัจจุบันไม่มีผลจากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคจิตเภทที่เพียงพอ ดังนั้น แพทย์จึงต้องวินิจฉัยโรคโดยอาศัยข้อมูลประวัติคนในบ้าน และอาการที่เห็นได้ง่าย มาใช้ช่วยวิเคราะห์ แพทย์จำเป็นต้องได้ข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อจะได้ตัดความเป็นได้ในโรคอื่น ๆ ทิ้ง ในวัยรุ่น แพทย์จะใช้ข้อมูลจากประวัติครอบครัวและพฤติกรรมบางอย่างมาเป็นตัวทำนายการเกิดของโรคจิตเภท ช่วงแรกแรก ๆ ของคนที่เป็นโรคจิตเภท จะเกิดพฤติกรรมบางอย่างและจะเป็นอยู่แบบนั้นไม่กี่วัน ในบางรายอาจนานเป็นเดือน หรือปี ในบางราย แพทย์จะทำการวินิจฉัยยากมาก เพราะหาตัวที่กระตุ้นการเกิดของโรคจิตเภทไม่พบ อาการช่วงแรก ๆ อาจมองออกยาก เพราะยังมีพฤติกรรมปกติที่ร่วมอยู่ เช่น ในคนไข้วัยรุ่น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอาจได้แก่ ไม่ยอมเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ หรือมีพฤติกรรมแปลก ๆ แต่ก็ไม่สามารถนำมาช่วยในการวินิจฉัยได้ เพราะมีองค์ประกอบอื่นที่ยังทำให้คนไข้ดูเป็นคนปกติอยู่

ยาที่ใช้รักษา โรคจิตเภท

ยาบางประเภทอาจช่วยได้ในบางพฤติกรรม เช่น ลดการคิดอะไรที่แผลง ๆ ลดการเห็นภาพหลอน หรือเสียงแปลก ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคจิตเภทและใช้ยาจะเกิดผลข้างเคียง เช่น เนื้องอก หรือน้ำหนักขึ้นผิดปกติ ยาที่ใช้รักษาโรคจิตเภทอาจมีผลต่อยา อาหารเสริมหรือสมุนไพรอื่น ๆ แต่ผู้ที่ป่วยโรคจิตเภทจะเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องใช้ยา

บทบาทในการบำบัด

การให้คำปรึกษาจะช่วยให้คนที่เป็นโรคจิตเภทอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น ช่วยให้คนเหล่านี้จัดการกับปัญหาและความคิดของตัวเองได้ดี และช่วยให้คนเหล่านี้อยากเข้าสังคมมากขึ้น การบำบัดช่วงแรก ๆ มีความสำคัญมาก และจะให้ผลดีหากรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ในการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) นั้น คนที่เป็น CBTจะเข้ารับการทดสอบเพื่อดูว่า ตัวเองมีความคิด การเห็นและการได้ยินที่เป็นปกติหรือไม่ และจะช่วยให้การประเมินผล ปละวิธีการจัดการกับอาการต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที การบำบัดอย่างอื่นที่ควรทำก็ได้แก่ การดูแลตัวเองของผู้ป่วย การสื่อสารและทักษะความสัมพันธ์

ลองเข้าสังคม

โปรแกรมหนึ่งที่น่าจะได้ผลกับผู้ป่วยประเภทนี้คือ โปรแกรมการบำบัดเพื่อผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้ใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันของตัวเองได้ เช่น การเดินทางโดยการขนส่งของสาธารณะ การจัดการเรื่องเงิน การซื้อของ หรือการหางานทำ โปรแกรมเหล่านี้ช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคจิตเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเรียกอีกอย่างว่า การบำบัดเฉพาะทางร่วม (CSC) การบำบัดแบบนี้ยังเน้นการให้ยาเหมือนเดิม การบำบัด และการให้บริการทางสังคม พร้อมกับการจัดหางานและการศึกษาให้

ห้ามล้มเลิก

ผู้ป่วยโรคจิตเภทบางรายอาจล้มเลิกการบำบัดกลางคัน เพราะผลข้างเคียงจากการใช้ยา และความไม่เข้าใจในโรค ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอาการอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่านี้ตามมา และทำให้ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เป้นอยู่แล้ว แสดงพฤติกรรมที่หนักขึ้นกว่าเดิม เช่น แยกโลกแห่งความเป็นจริงและภาพหลอนไม่ออก เป็นต้น การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคจิตเภทยังมีวินัยในการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเต็มขั้น

ความท้าทายเมื่อต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น

ผู้ป่วยโรคจิตเภทมักมีปัญหาในการหางานและไม่สามารถทำงานอยู่ที่ไหนได้นาน ๆ นั่นเป็นเพราะโรคมีผลโดยตรงต่อกระบวนการคิด สมาธิ และการสื่อสารกับคนปกติทั่วไป อย่างไรก็ตาม โรคจิตเภทไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงวัยรุ่น แต่จะเกิดขึ้นในช่วงวัยผู้ใหญ่ที่กำลังออกหางาน ดังนั้น จึงยังมีเวลาที่ปรับพฤติกรรมและพยายามฝึกฝนทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้

เมื่อคนรักของคุณเป็นโรคจิตเภท

ความสัมพันธ์อาจสะดุดได้หากคู่ของคุณเป็นโรคจิตเภท ความคิดและพฤติกรรมของคนรักของคุณอาจทำให้เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน และสมาชิกในครอบครัวออกห่าง ในกรณีนี้ การบำบัดก็ช่วยได้เช่นกัน การบำบัดชนิดนี้เน้นการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันของคู่รักที่เป็นโรคจิตเภท หากคุณมีเพื่อนหรือแฟน หรือคนในครอบครัวเป็นโรคจิตเภท คุณอาจต้องช่วยพาเข้าหรือเธอเข้ารับการคำปรึกษา หรือเข้ากลุ่มเพื่อบำบัดโรคจิตเภท คุณเองก็จะได้รับแรงใจจากคนอื่น ๆ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่คุณรักที่เป็นโรคจิตเภทไปด้วยพร้อม ๆ กัน

งดแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกประเภท

ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีแนวโน้มที่จะใช้ยาและแอลกอฮอล์มากกว่าคนอื่น ๆ สารบางประเภท เช่น กัญชา และโคเคน อาจทำให้อาการแย่ลง การใช้ยาในทางที่ผิดจะยิ่งทำให้การบำบัดไม่ได้ผล หากพบเห็นผู้ป่วยโรคจิตเภทและใช้ยาเสพติด ควรให้เขาหรือเธองดใช้

คุยกันให้เข้าใจก่อนตัดสินใจมีบุตร

คุณผู้หญิงที่เป็นโรคจิตเภทและวางแผนจะมีบุตรควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้มั่นใจว่า การรับการที่ทำอยู่มีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ คุณผู้หญิงที่เป็นโรคจิตเภทและอยากมีบุตรควรศึกษาเรื่องความปลอดภัยของยาระหว่างการตั้งครรภ์ให้มาก ๆ ถึงแม้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่บอกได้ว่า การให้ยากับผู้ที่เป็นโรคจิตเภท จะมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร อย่างเพียงพอ แต่คุณแม่เองที่เป็นโรคจิตเภทก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

เมื่อเป็นญาติเราเอง

การที่จะแนะนำให้ใครเข้าพบแพทย์ด้วยเหตุผลของโรคจิตเภทเป็นเรื่องทียาก การบำบัดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและให้เขารักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น และเมื่ออาการของผู้ป่วยดีขึ้น สมาชิกในครอบครัวสามารถเข้าเยื่อยมได้ตามปกติ และสมาชิกในครอบครัวก็ควร:

  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับยาตลอด
  • ไปเป็นเพื่อด้วยทุกครั้งเมื่อมีการนัดแพทย์
  • ให้กำลังใจและให้เกียรติ

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคจิตเภท ที่คุณเองหรือคนที่คุณรักเป็นอยู่โดยละเอียด ให้ปรึกษาจิตแพทย์ใกล้บ้านท่าน

แหล่งท่ี่มา:

WebMD. (2018). A Visual Guide to Schizophrenia. Accessed 4 August 2018

ถามหมอ. (2561). ถามผู้เชี่ยวชาญ. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4 สิงหาคม 2561

วณิชชา สุมานัส

บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ "เช็คสุขภาพ" และ "ถามหมอ" ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเวียดนาม ภาษาเขมร ภาษาอาหรับ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *